[Zurvive Commu] Mission-1

posted on 10 Aug 2014 11:54 by kein
 
 
 
 
 

 
 
รายละเอียด

ทุกคนใช้ชีวิตปกติของตัวเอง แต่ทันใดนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผู้คนเป็นบ้าแล้วเริ่มกัดกินกันเอง

คุณพยายามหนีออกมาจนมาถึงที่safe zone



 
Missionนี้เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดซอมบี้

ให้ผู้เล่นทุกคนเล่าสถานการณ์ตัวเองที่เกิดเหตุการณ์จนหนีมาที่safe zone



โดยมีรายละเอียดสำคัญดั่งนี้

1.เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดช่วงเย็นถึงมืด ในวันเดียวกันหมดทุกคน


2.สามารถวาดเจอซอมบี้ได้และสามารถสู้ได้

 แต่สำหรับMissionนี้ขอให้ซอมบี้อย่าเพิ่งกัดผู้เล่น

ซอมบี้ป็นพวกระยะ2.1  อ่านข้อมูลซอมบี้


3.ผู้เล่นสามารถมาที่safe zoneได้3ทาง

3.1เดินมาตามทางรถไฟแบบกิ่งฟ้า

3.2 มากับรถไฟคันแรก(คันที่โดนชน)

3.3 มากับคันที่2(คันที่วิ่งมาชนคันข้อบน)


 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันนั้นผมเข้าเวรกลางวัน  อีกไม่กี่ชั่วโมงก็กำลังจะหมดกะแล้ว  

เป็นพนักงานดับเพลิงถ้าไม่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายก็ว่างซะจนแทบไม่มีอะไรทำ

วันนั้นนอกจากฝึกซ้อมกับออกกำลังตอนเช้าแล้ว  ผมก็นั่งดูซีรีย์  กินพิซซ่า ตีปิงปอง  

ว่างซะจนนึกเสียดายเงินภาษีแทนพวกคุณเลยล่ะ

 

 

 


ตอนกำลังนั่งมองนาฬิกาแล้วกำลังวางแผนว่าพอออกเวรแล้วมีแผนจะทำอะไรบ้างในคืนนี้

สัญญาณกริ่งก็ดัง  เป็นเสียงที่แจ้งให้พวกเรารู้ว่าเกิดเหตุที่พวกเราต้องออกไปทำหน้าที่  

พวกผมแบ่งกลุ่มกันออกไป 5คนรวมตัวผมด้วย 

เช็คกับศูนย์วิทยุว่าที่เกิดเหตุเป็นตึกสำนักงานย่านเศรษฐกิจกลางเมือง    

จำได้ว่าตอนที่รถกำลังมุ่งไปที่เกิดเหตุ   

หัวหน้ายังบ่นกับผมอย่างแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นมีควันขึ้นบนฟ้าเลย    

ผมไหวไหล่แล้วหัวเราะตอบหัวหน้านิดนึงอย่างรู้กัน 

บางครั้งพนักงานดับเพลิงก็ไม่ได้สู้เพลิงเสมอไปหรอกครับ    

เราเจอตั่งแต่คนที่เผลอไปถูกปุ่มสัญญาณไฟไหม้อย่างไม่ตั้งใจ 

พวกเซ่อซ่าที่ทำให้สปริงเกอร์ดับเพลิงทำงานแล้วไม่รู้วิธีปิด   

ไปจนถึงงานเก็บลูกแมวที่ติดอยู่บนต้นไม้  //ลูบหน้า// 

 

 

 

 

อย่างไรก็ดี... ตอนไปถึงตึกสำนักงานที่ว่า   

ความประหลาดใจก็เพิ่มขึ้นไปอีกเพราะพวกผมไม่เห็นวี่แววของไฟ    

แต่กลับเห็นผู้คนในบริเวณนั้นดูค่อนข้างตื่นตระหนกเหมือนพยายามหนีอะไรสักอย่าง    

ตามหน้าที่  ถึงไม่เกิดเพลิงไหม้อย่างที่แจ้งมาจริงๆ   

แต่พวกผมก็ต้องเช็คบริเวณที่เกิดเหตุและสอบถามบุคคลที่รู้เห็นสาเหตุที่กดแจ้งสัญญาณเตือนภัย

 เราขึ้นไปที่ชั้น13 ที่เป็นที่มาของการแจ้งเหตุ  แน่นอนทางบันได... ช่าย    

รู้มั้ยผมเคยวิ่งบันไดไป 30กว่าชั้นแค่เพื่อไปเจอคุณป้าคนนึง  
 
ที่ทำกระดาษเบอเกอร์ไฟลุกในเตาไมโครเวฟ //กรอกตาหนึ่งที//

คิดดูสิ!  ใช้อะไรคิดนะถึงเอาเบอร์เกอร์เข้าไปอุ่นเวฟทั้งที่ยังห่อกระดาษ!!.... //พูดแล้วขึ้น// 

 

 


 

กลับมาที่เรื่องเดิม  ผมขึ้นไปที่ชั้น13 กับหัวหน้าแค่สองคน 

โดยที่เพื่อนอีกสามคนรอแสตนด์บายอยู่ที่รถ  

ตอนที่เข้าไปในห้องสำนักงานนั้นทีแรก  พวกผมคิดว่าไม่มีคนอยู่   

ไฟในสำนักงานไม่ได้เปิดอยู่สักดวงแล้วข้างนอกนั้นก็เริ่มมืดแล้ว 

พวกเราเลยเห็นภาพตรงหน้าเป็นแค่เงาสลัว  

พวกผมส่งเสียงถามออกไปว่ามีใครยังเหลืออยู่ที่นี่มั้ย 

ตอนนั้นนอกจากจะมืดแล้วมุมมองของพวกเรายังแคบอีก 

เพราะสำนักงานมีแต่พาฅิชั่นที่วางกั้นพื้นที่แต่ละโต๊ะของพนักงาน 

เราเลยเดินลึกเข้าไปสำรวจบริเวณเพื่อความแน่ใจ 

ตอนนั้นแหละ  ที่พวกผมเห็นคนกลุ่มนึง  ไม่แน่ใจจำนวน  น่าจะ 15-20 คน

สภาพพวกเขาเหมือน...  หมอบตัวอยู่กับพื้น

เหมือน... กำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างอยู่ 

 

 


ผมจำได้แม่นว่า  ผมได้ยินเสียงที่เหมือนเสียงคำรามในคอ

กับเสียงอะไรบางอย่างที่ฟังเหมือน...ของแหยะๆเปียกๆกำลังถูกทึ้งไปมา

บอกตรงๆตอนนั้นขนลุกตั่งแต่หัวยันตีนเลยครับ

แต่ถึงภาพที่ไม่ชัดเจนตรงหน้ามันจะมีกลิ่นความสยองลอยมาอย่างคลุมเครือ

ผมคิดว่าหัวหน้าก็อาจจะคิดเหมือนผมในอีกแง่นึงว่า  หรือว่าคนพวกนี้จะได้รับบาดเจ็บ

หัวหน้าเลยเดินเข้าไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด  แตะไหล่ผู้ชายคนนึงที่หมอบตัวหันหลังให้

แล้วคงตั้งใจจะถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนรึปล่าว 

แต่ยังถามไม่ทันจบประโยคดีผู้ชายคนนั้นก็คว้าแขนหัวหน้าผม

กัดจนเนื้อตรงแขนหลุดไปทั้งชิ้น 

คิดดูสิ  กัดขนาดทะลุชุดกันไฟที่พวกผมใส่ได้...ได้ยังไง ?!?

แล้วผู้ชายคนนั้นก็กลืนชิ้นเนื้อที่เคยเป็นเนื้อแขนของหัวหน้าลงไป 

ตอนนั้นผมยืนมองเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยไม่ขยับสักนิดเดียว

เผลอๆลืมหายใจไปหลายนาทีทีเดียว 

รู้สึกเหมือนกำลังดูภาพเหตุการณ์ในภาพยนตร์มากกว่าจะเป็นเรื่องจริง

สติกลับมาอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงหัวหน้าร้องอย่างทรมาน

เมื่อผู้หญิงคนนึงในกลุ่มนั้นพุ่งเข้ามากัดคอของเขา

นอกจากเนื้อตรงต้นคอจะหลุดไปแหว่งใหญ่แล้ว   คงกัดถูกเส้นเลือดแดงใหญ่ด้วย

เลือดทะลักแบบ...... แบบที่เกิดมาผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

 



ผมคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ  อะไร ทำไม เพราะอะไร

เหมือนความคิดทุกอย่างมันปลิวหายไปหมด

  การกระทำหลังจากนั้นเหมือนเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณป้องกันตัวล้วนๆ 

ผมวิ่งไปคว้าตัวหัวหน้าออกมาจากการเกาะกุมของผู้หญิงคนที่กัดเขา

ทันเวลาก่อนที่คนอื่นๆจากในกลุ่มนั้นจะเข้ามาร่วมรุมทึ้ง

ไม่ไหว  ผมเช็คสภาพหัวหน้าแล้วเขาร่อแร่เต็มที  ดูใกล้จะเกิดอาการช๊อกจากการเสียเลือด

ผมต้องรีบพาเขาออกไปจากที่นั่น 

ตอนกำลังจะพยุงร่างของหัวหน้าขึ้นมา  คนพวกนั้นดูท่าจะไม่ยอมปล่อยพวกผมไปง่ายๆ  

ผู้หญิงคนที่กัดหัวหน้าพุ่งตัวมาหาผม 

เร็วกว่าความคิด  ขวานในมือขวาผมก็เหวี่ยงเข้าต้นคอเธอพอดิบพอดีทั้งตำแหน่งและความแรง 

เลยทำให้คอเธอโดนบั่นจนเกือบขาด  เลือดเขระๆไหลทะลักออกมา 

แต่กลิ่นของมันกลับไม่เหมือนกลิ่นคาวเลือดปกติ 

ผมว่ามันเหมือน..... กลิ่นเน่ามากกว่า   //พูดถึงแล้วยังคลื่นไส้อยู่เลยเนี่ย...//

 

 


 

ตอนนั้นผมตกใจกับสิ่งที่ตัวเองทำมาก  ผมฆ่าคน?! 

คือ...ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคนบ้าที่กัดคนอย่างไม่มีเหตุผล  แต่ก็คนไง  ผมฟันซะคอเกือบขาด!

........... คือผมก็เคยฟันผู้หญิงอะนะ  แต่ไม่ใช่ด้วยขวาน.....  //ไม่เก็ทไม่เป็นไร//

 

 

 

 


โอเค  ทีนี้  พอฟันผู้หญิงคนนั้นไป...//ทำมือเป็นเครื่องหมายคำพูด//....."ด้วยขวาน"

แทนที่คนที่เหลือจะนึกกลัวไม่กล้าเข้ามา 

ที่ไหนได้  เหมือนยิ่งไปเรียกร้องความสนใจจากทุกคน 

จนพวกนั้นเริ่มดาหน้าเข้ามาหาพวกผมกันใหญ่

 ตอนนั้นแหละที่หลายคนละตัวออกมาจากการเกาะกลุ่มที่ผมเห็นในทีแรก

ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นคืออะไร

สิ่งที่ถูกคนพวกนั้นรุมล้อมอยู่  ผมว่าครั้งนึงคงเคยเป็นคน

แต่ตอนนี้มันเป็นแค่กองเนื้อเล็กน้อยที่เหลือหุ้มกระดูก

กับลำไส้และเครื่องในที่ถูกควักออกมาอยู่ผิดที่ผิดทาง

ผมคิดได้ในจุดนั้นเลยว่า 

"พวกมึงไม่ใช่คนละ สัส"

ผมลากร่างไร้สติของหัวหน้าถอยออกมาอย่างทุลักทุเล

กลุ่มคนบ้าเริ่มส่งเสียงคำรามไม่เป็นภาษาและทำท่าจะวิ่ง 4คูณ100เข้ามาหา

ผมถอดถังออกซิเจนบนบ่าฟาดเข้าหัวคนแรกที่เข้ามาใกล้เกินไป

ดึงกำแพงพาติชั่นล้มลงมาทั้งแผงเพื่อปิดทางหวังว่าจะถ่วงเวลาได้บ้าง
 

แต่คนพวกนั้นก็ยังกระเสือกกระสนคลานข้ามสิ่งกีดขวางอย่างรวดเร็ว

 


 

ผมแบกหัวหน้าออกมาจากห้องสำนักงานนั้นได้สำเร็จ  ปิดประตูแล้วใช้ขวานล๊อคที่จับกั้นไว้ 

แต่ให้ตายเหอะ  ประตูดังโครมครามอย่างน่ากลัวว่าจะกันไว้ไม่อยู่

เหมือนคนข้างในใช้แรงเต็มที่ที่จะพยายามดันออกมา

ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นนานนักหรอก  ผมแบกหัวหน้าขึ้นบ่าแล้วหนีออกมา 

 

 


นอกตึกดูโกลาหลกว่าในทีแรกที่พวกผมมาถึง 

เพื่อนสามคนที่รออยู่ข้างล่างหายตัวไปไหนไม่รู้  แต่รถยังอยู่ที่เดิม

ผมรีบวางหัวหน้าให้นอนลงกับพื้นเพื่อเช็คอาการ

แต่ดูท่าจะสายไป  ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว 

ตัวเขาซีดเหมือนไม่มีเลือดเหลือในตัวสักหยด

แถมดูเหมือนจะหยุดหายใจไปหลายนาทีแล้ว

ผมเสียใจที่ช่วยเขาไม่ได้และได้แต่บอกขอโทษกับร่างที่ไร้วิญญาณ
 


 

บอกตัวเองว่าไม่ควรอยู่ที่ตรงนี้นานนัก  เลยเดินกลับไปที่รถถอดชุดกันไฟกับอุปกรณ์บนตัวทิ้ง

เพราะน้ำหนักของมันถ่วงการเคลื่อนไหวไม่ใช่น้อย

พอมองไปบนถนนที่เต็มไปด้วยอุบัติเหตุและรถที่จอดทิ้งขวางทางมากมาย

คิดว่าคงไม่สามารถขับรถฝ่าออกไปได้

  เลยหยิบๆของส่วนตัวที่เอาติดมาด้วยในช่องเก็บของในรถใส่กระเป๋ากางเกง 

จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง 

แต่มาค้นตัวดูตอนนี้เหลือแค่มีดพับเอนกประสงค์อันเดียว

กระเป๋าสตางค์กับของอื่นๆหล่นหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

 


แล้วตอนกำลังจะไปหยิบเป้สัมภาระที่โยนไว้หลังรถกับคิดว่ากำลังจะกลับบ้านยังไงดี 

อยู่ดีๆก็มีคนกลุ่มใหญ่วิ่งหนีอะไรสักอย่างมา

เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนดังลั่นแต่จับคำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ผมก็ไม่ได้ยืนงงนานหรอก 

เพราะจากสิ่งที่เจอมาก่อนหน้านั้นบวกกับมีใครสักคนในกลุ่มคนที่วิ่งมากระชากแขนผม

แล้วบอกให้วิ่ง

 

 

 

ผมก็เกียร์หมาวิ่งตามทุกคนอย่างไม่คิดมาก

พวกคนที่วิ่งหนีกระจายกันออกไป

ตอนนั้นทุกคนคงไม่มีสติหรอก  ผมก็ไม่มีสติเหมือนกัน

มันชุลมุนมากจนจำอะไรไม่ค่อยได้  ผมวิ่งตามคนพวกนึงเข้ามาในสถานีรถไฟใต้ดิน

มีคนตะโกนว่าให้ไปตามทางรถไฟ  ให้ไปเรื่อยๆ

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเรื่อยๆนี่มันต้องวิ่งถึงไหนอะนะ 

แต่ก็วิ่งไม่ได้หยุดพักเลย  วิ่งไปตามเสียงคนที่วิ่งนำอยู่ 

ในอุโมงค์ที่มืดจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า

เจอรถไฟสองขบวนประสานงากัน  บลาๆๆอย่างที่ทุกคนเจอ 

 

 

 แล้วก็มาอยู่ที่นี่...

 

 

 

 

 

 


 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
วันนั้นผมเข้าเวรกลางวัน  อีกไม่กี่ชั่วโมงก็กำลังจะหมดกะแล้ว
เป็นพนักงานดับเพลิงถ้าไม่เกิดเหตุด่วนเหตุร้ายก็ว่างซะจนแทบไม่มีอะไรทำ
วันนั้นนอกจากฝึกซ้อมกับออกกำลังตอนเช้าแล้ว  ผมก็นั่งดูซีรีย์  กินพิซซ่า ตีปิงปอง
ว่างซะจนนึกเสียดายเงินภาษีแทนพวกคุณเลยล่ะ

ตอน กำลังนั่งมองนาฬิกาแล้วกำลังวางแผนว่าพอออกเวรแล้วมีแผนจะทำอะไรบ้างในคืน นี้  สัญญาณกริ่งก็ดัง  เป็นเสียงที่แจ้งให้พวกเรารู้ว่าเกิดเหตุที่พวกเราต้องออกไปทำหน้าที่
พวกผมแบ่งกลุ่มกันออกไป 5คนรวมตัวผมด้วย  เช็คกับศูนย์วิทยุว่าที่เกิดเหตุเป็นตึกสำนักงานย่านเศรษฐกิจกลางเมือง 
จำได้ว่าตอนที่รถกำลังมุ่งไปที่เกิดเหตุ  หัวหน้ายังบ่นกับผมอย่างแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นมีควันขึ้นบนฟ้าเลย 
ผมไหวไหล่แล้วหัวเราะตอบหัวหน้านิดนึงอย่างรู้กัน  บางครั้งพนักงานดับเพลิงก็ไม่ได้สู้เพลิงเสมอไปหรอกครับ 
เรา เจอตั่งแต่คนที่เผลอไปถูกปุ่มสัญญาณไฟไหม้อย่างไม่ตั้งใจ  พวกเซ่อซ่าที่ทำให้สปริงเกอร์ดับเพลิงทำงานแล้วไม่รู้วิธีปิด  ไปจนถึงงานเก็บลูกแมวที่ติดอยู่บนต้นไม้  //ลูบหน้า//

 
อย่างไรก็ดี... ตอนไปถึงตึกสำนักงานที่ว่า  ความประหลาดใจก็เพิ่มขึ้นไปอีกเพราะพวกผมไม่เห็นไม่มีวี่แววของไฟ 
แต่กลับเห็นผู้คนในบริเวณนั้นดูค่อนข้างตื่นตระหนกเหมือนพยายามหนีอะไรสักอย่าง 
ตาม หน้าที่  ถึงไม่เกิดเพลิงไหม้อย่างที่แจ้งมาจริงๆ  แต่พวกผมก็ต้องเช็คบริเวณที่เกิดเหตุและสอบถามบุคคลที่รู้เห็นสาเหตุที่กด แจ้งสัญญาณเตือนภัย
เราขึ้นไป ที่ชั้น 13 ที่เป็นที่มาของการแจ้งเหตุ  แน่นอนทางบันได... ช่าย   รู้มั้ยผมเคยวิ่งบันไดไป 30กว่าชั้นแค่เพื่อไปเจอคุณป้าคนนึงที่ทำกระดาษเบอเกอร์ไฟลุกในเตา ไมโครเวฟ  
คิดดูสิ!  ใช้อะไรคิดนะถึงเอาเบอร์เกอร์เข้าไปอุ่นเวฟทั้งที่ยังห่อกระดาษ!!....   //พูดแล้วขึ้น//

 
กลับมาที่เรื่องเดิม  ผมขึ้นไปที่ชั้น13 กับหัวหน้าแค่สองคนโดยที่เพื่อนอีกสามคนรอแสตนด์บายอยู่ที่รถ
ตอน ที่เข้าไปในห้องสำนักงานนั้นทีแรก  พวกผมคิดว่าไม่มีคนอยู่   ไฟในสำนักงานไม่ได้เปิดอยู่สักดวงแล้วข้างนอกนั้นก็เริ่มมืดแล้ว  พวกเราเลยเห็นภาพตรงหน้าเป็นแค่เงาสลัว
พวก ผมส่งเสียงถามออกไปว่ามีใครยังเหลืออยู่ที่นี่มั้ย  ตอนนั้นนอกจากจะมืดแล้วมุมมองของพวกเรายังแคบอีกเพราะสำนักงานมีแต่พาฅิชั่น ที่วางกันพื้นที่แต่ละโต๊ะของพนักงาน
เราเลยเดินลึกเข้าไปสำรวจบริเวณเพื่อความแน่ใจ  ตอนนั้นแหละ  ทีพวกผมเห็นคนกลุ่มนึง  ไม่แน่ใจจำนวน  น่าจะ 15-20 คน
สภาพพวกเขาเหมือน...  หมอบตัวอยู่กับพื้น  เหมือน... กำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างอยู่ 

 
 
ผม จำได้แม่นว่า  ผมได้ยินเสียงที่เหมือนเสียงคำรามในคอกับเสียงอะไรบางอย่างที่ฟังเหมือน... ของแหยะๆเปียกๆกำลังถูกทึ้งไปมา   บอกตรงๆตอนนั้นขนลุกตั่งแต่หัวยันตีนเลยครับ
แต่ ถึงภาพที่ไม่ชัดเจนตรงหน้ามันจะมีกลิ่นความสยองลอยมาอย่างครุมเครือ  ผมคิดว่าหัวหน้าก็อาจจะคิดเหมือนผมในอีกแง่นึงว่า  หรือว่าคนพวกนี้จะได้รับบาดเจ็บ
หัว หน้าเลยเดินเข้าไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด  แตะไหล่ผู้ชายคนนึงที่หมอบตัวหันหลังให้  แล้วคงตั้งใจจะถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนรึปล่าว 
แต่ ยังถามไม่ทันจบประโยคดีผู้ชายคนนั้นก็คว้าแขนหัวหน้าผม  กัดจนเนื้อตรงแขนหลุดไปทั้งชิ้น  คิดดูสิ  กัดขนาดทะลุชุดกันไฟที่พวกผมใส่ได้...  ได้ยังไง ?!?
แล้ว ผู้ชายคนนั้นก็กลืนชิ้นเนื้อที่เคยเป็นเนื้อแขนของหัวหน้าลงไป  ตอนนั้นผมยืนมองเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าโดยไม่ขยับสักนิดเดียว  เผลอๆลืมหายใจไปหลายนาทีทีเดียว 
รู สึกเหมือนกำลังดูภาพเหตุการณ์ในภาพยนตร์มากกว่าจะเป็นเรื่องจริง  สติกลับมาอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงหัวหน้าร้องอย่างทรมานเมื่อผู้หญิงคนนึง ในกลุ่มนั้นพุ่งเข้ามากัดคอของเขา
นอก จากเนื้อตรงต้นคอจะหลุดไปแหว่งใหญ่แล้ว  คงกัดถูกเส้นเลือดแดงใหญ่ด้วย  เลือดทะลักแบบ......  แบบที่เกิดมาผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ

 
ผมคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ  อะไร ทำไม เพราะอะไร เหมือนความคิดทุกอย่างมันปลิวหายไปหมด
การกระทำหลังจากนั้นเหมือนเกิดขึ้นจากสัญชาตญาณป้องกันตัวล้วนๆ 
ผมวิ่งไปคว้าตัวหัวหน้าออกมาจากการเกาะกุมของผู้หญิงคนที่กัดเขา  ทันเวลาก่อนที่คนอื่นๆจากในกลุ่มนั้นจะเข้ามาร่วมรุมทึ้ง
ไม่ไหว  ผมเช็คสภาพหัวหน้าแล้วเขาร่อแร่เต็มที  ดูใกล้จะเกิดอาการช๊อกจากการเสียเลือด  ผมต้องรีบแบกเขาออกไปจากที่นั่น 
ตอนกำลังจะพยุงร่างของหัวหน้าขึ้นมา  คนพวกนั้นดูท่าจะไม่ยอมปล่อยพวกผมไปง่ายๆ  
ผู้หญิงคนที่กัดหัวหน้าพุ่งตัวมาหาผม 
เร็วกว่าความคิด  ขวานในมือขวาผมก็เหวี่ยงเข้าต้นคอเธอพอดิบพอดีทั้งตำแหน่งและความแรง 
เลยทำให้คอเธอโดนบั่นจนเกือบขาด  เลือดแขยะๆไหลทะลักออกมา 
แต่กลิ่นของมันกลับไม่เหมือนกลิ่นคาวเลือดปกติ  ผมว่ามันเหมือน.....  กลิ่นเน่ามากกว่า   //พูดถึงแล้วยังคลื่นไส้อยู่เลยเนี่ย...//

 
 
ตอนนั้นผมตกใจกับสิ่งที่ตัวเองทำมาก  ผมฆ่าคน?! 
คือ...ถึงแม้ว่ามันจะเป็นคนบ้าที่กัดคนอย่างไม่มีเหตุผล  แต่ก็คนไง  ผมฟันซะคอเกือบขาด! 
........... คือผมก็เคยฟันผู้หญิงอะนะ  แต่ไม่ใช่ด้วยขวาน.....  //ไม่เก็ทไม่เป็นไร//

โอเค  ทีนี้  พอฟันผู้หญิงคนนั้นไป...  //ทำมือเป็นเครื่องหมายคำพูด// ....."ด้วยขวาน"
แทน ที่คนที่เหลือจะนึกกลัวไม่กล้าเข้ามา  ที่ไหนได้  เหมือนยิ่งไปเรียกร้องความสนใจจากทุกคน  จนพวกนั้นเริ่มดาหน้าเข้ามาหาพวกผมกันใหญ่
ตอนนั้นแหละที่หลายคนละตัวออกมาจากการเกาะกลุ่มที่ผมเห็นในทีแรก  ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นคืออะไร
สิ่ง ที่ถูกคนพวกนั้นรุมล้อมอยู่  ผมว่าครั้งนึงคงเคยเป็นคน   แต่ตอนนี้มันเป็นแค่กองเนื้อเล็กน้อยที่เหลือหุ้มกระดูก  กับลำไส้และเครื่องในที่ถูกควักออกมาอยู่ผิดที่ผิดทาง
ผมคิดได้ในจุดนั้นเลยว่า  "พวกมึงไม่ใช่คนละ สัส"
ผมลากร่างไร้สติของหัวหน้าถอยออกมาอย่างทุลักทุเล  กลุ่มคนบ้าเริ่มส่งเสียงคำรามไม่เป็นภาษาและทำท่าจะวิ่ง 4คูณ100เข้ามาหา
ผมถอดถึงออกซิเจนบนบ่าฟาดเข้าหัวคนแรกที่เข้ามาใกล้เกินไป  ดึงกำแพงพาติชั่นล้มลงมาทั้งแผงเพื่อปิดทางหวังว่าจะถ่วงเวลาได้บ้าง 
แต่คนพวกนั้นก็ยังกระเสือกกระสนคลานข้ามสิ่งกีดขวางอย่างรวดเร็ว

 
 
ผมแบกหัวหน้าออกมาจากห้องสำนักงานนั้นได้สำเร็จ  ปิดประตูแล้วใช้ขวานล๊อคกั้นไว้ 
แต่ให้ตายเหอะ  ประตูดังโครมครามอย่างน่ากลัวว่าจะกันไว้ไม่อยู่เหมือนคนข้างในใช้แรงเต็มที่ที่จะพยายามดันออกมา
ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นนานนักหรอก  ผมแบกหัวหน้าขึ้นบ่าแล้วหนีออกมา 

 
นอกตึกดูโกลาหลกว่าในทีแรกที่พวกผมมาถึง 
เพื่อนสามคนที่รออยู่ข้างล่างหายตัวไปไหนไม่รู้  แต่รถยังอยู่ที่เดิม
ผมรีบวางหัวหน้าให้นอนลงกับพื้นเพื่อเช็คอาการ  แต่ดูท่าจะสายไป 
ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว  ตัวเขาซีดเหมือนไม่มีเลือดเหลือในตัวสักหยด  แถมดูเหมือนจะหยุดหายใจไปหลายนาทีแล้ว
ผมเสียใจที่ช่วยเขาไม่ได้และได้แต่บอกขอโทษกับร่างที่ไร้วิญญาณ
บอก ตัวเองว่าไม่ควรอยู่ที่ตรงนี้นานนัก  เลยเดินกลับไปที่รถถอดชุดกันไฟกับอุปกรณ์บนตัวทิ้งเพราะน้ำหนักของมันถ่วง การเคลื่อนไหวไม่ใช่น้อย
พอบอกไปบนถนนที่เต็มไปด้วยอุบัติเหตุและรถที่จอดทิ้งขวางทางมากมาย  คิดว่าคงไม่สามารถขับรถฝ่าออกไปได้
เลยหยิบๆของส่วนตัวที่เอาติดมาด้วยในช่องเก็บของในรถใส่กระเป๋ากางเกง  จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง 
แต่มาค้นตัวดูตอนนี้เหลือแค่มีดพกเอนกประสงค์อันเดียว  กระเป๋าสตางค์กับของอื่นๆหล่นหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แล้วตอนกำลังจะไปหยิบเป้สัมภาระที่โยนไว้หลังรถกับคิดว่ากำลังจะกลับบ้านยังไงดี 
อยู่ดีๆก็มีคนกลุ่มใหญ่วิ่งหนีอะไรสักอย่างมา  เสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนดังลั่นแต่จับคำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ผมก็ไม่ได้ยืนงงนานหรอก  เพราะจากสิ่งที่เจอมาก่อนหน้านั้นบวกกับมีใครสักคนในกลุ่มคนที่วิ่งมากระชากแขนผมแล้วบอกให้วิ่ง
 
 
 
ผมก็เกียร์หมาวิ่งตามทุกคนอย่างไม่คิดมาก 
พวกคนที่วิ่งหนีวิ่งกระจายกันออกไป  ตอนนั้นทุกคนคงไม่มีสติหรอก  ผมก็ไม่มีสติเหมือนกัน 
มันชุลมุนมากจนจำอะไรไม่ค่อยได้  ผมวิ่งตามคนพวกนึงเข้ามาในสถานีรถไฟใต้ดิน
มีคนตะโกนว่าให้ไปตามทางรถไฟ  ให้ไปเรื่อยๆ  ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเรื่อยๆนี่มันต้องวิ่งถึงไหนอะนะ //หัวเราะ//
แต่ก็วิ่งไม่ได้หยุดพักเลย  วิ่งไปตามเสียงคนข้างหน้า  ในอุโมงค์ที่มืดจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า
เจอเห็นรถไฟสองประสานงากัน  บลาๆๆอย่างที่ทุกคนเจอ 
 
 
 
แล้วก็มาอยู่ที่นี่...











 

 

edit @ 10 Aug 2014 13:59:50 by ~* SeLene *~

edit @ 10 Aug 2014 14:04:14 by ~* SeLene *~

Comment

Comment:

Tweet

อ่านข้ามๆเนื่องจากไม่ค่อยแน่ใจเนื้อหาคอมมู แต่ขำแอคชันใน  //***// มากๆ ฮาๆsad smile

#2 By なかの みどり on 2014-09-16 16:02

แงงงbig smile
ขำ "ผมก็นั่งดูซีรีย์ กินพิซซ่า ตีปิงปอง"นี้มันชีวิตจริงนิ
แงงชีวิตคุณพี่น่าเศ้ราที่ต้องวิ่งขึ้นชั้น30อะ
คือผมก็เคยฟันผู้หญิงอะนะ แต่ไม่ใช่ด้วยขวาน<<<<<<แงงงงชอบ big smile

#1 By ... on 2014-08-10 12:22